เปิดลิสต์อาชีพไหนที่บริษัท(ยัง)ต้องการ

ตอนนี้เป็นช่วงที่หลายบริษัทเริ่มผ่านช่วงการปรับตัวและการนำ Business Continuity Plan มาใช้ เพื่อ...

Pragma & Will Group
15 Jan 2026

ตีพิมพ์และเผยแพร่โดย Creative Thailand, TCDC วันที่ 22 เมษายน 2020 เรื่อง เปิดลิสต์อาชีพไหนที่บริษัท(ยัง)ต้องการณ ตอนนี้เป็นช่วงที่หลายบริษัทเริ่มผ่านช่วงการปรับตัวและการนำ Business Continuity Plan มาใช้ เพื่อรับมือมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) หรือการทำงานที่บ้าน (Work from Home) อันเนื่องมาจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 กันไปแล้ว ซึ่งการปรับตัวตอนนี้อาจจะยังทำได้ไม่เต็มที่เหมือนช่วงก่อนการเกิดโรคระบาด แต่หลายบริษัทก็เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนของการ “ปรับแผนการดำเนินงาน” “ปรับกลุยทธ์ธุรกิจ” และ “หาทางฟื้นฟูธุรกิจ” ซึ่งโดยส่วนมากก็จะมีหลักการที่คล้ายคลึงกันคือ

  1. การดำเนินธุรกิจโดยมี Covid-19 ไปอย่างน้อย 12-18 เดือน
  2. การนำเทคโนโลยีมาใช้ให้มากขึ้น
  3. การเตรียมความพร้อมกับผู้แข่งขันในรูปแบบใหม่ๆ
  4. การลดต้นทุน

ซึ่งแน่นอนว่าการปรับแผนและปรับวิธีการดำเนินงานเหล่านี้ จะเป็นตัวกำหนดสภาพตลาดแรงงาน การจ้างงาน และความต้องการแรงงาน ว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไรหลังจากนี้งานไหนรุ่ง งานไหนร่วง หลังวิกฤติโควิด-19ปฏิเสธได้ยากว่าสถานการณ์ในปัจจุบันมีส่วนบีบให้ตลาดแรงงานต้องลดขนาดลงไปอย่างมาก แต่ก่อนที่จะไปดูว่าจะมีอาชีพใดที่จะได้รับผลกระทบจากตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ ลองมาทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ที่ทางบริษัท Pragma and Will Group ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการธุรกิจผ่านทางข้อมูล (Data Driven Management Consultant) ใช้ในการคัดกรองอาชีพหรืองานที่จะได้รับผลกระทบกันก่อน โดยเกณฑ์ที่ใช้ในการคัดเลือกงานจะมีดังนี้

  1. งานที่ถูกทดแทนด้วยช่องทางการขายและการติดต่อใหม่ (Replaced by new channel)
  2. งานที่ถูกทดแทนด้วยผู้ให้บริการที่ต้นทุนถูกกว่า (Replaced by cheaper cost)
  3. งานที่ถูกทดแทนด้วยการคิดวิเคราะห์ผ่านระบบหรือเทคโนโลยีใหม่ (Replaced by technology)
  4. งานที่ถูกทดแทนด้วยผู้แข่งขันประเภทใหม่ (Replaced by disruptor)

ซึ่งถ้าเรานำเกณฑ์เหล่านี้ไปวิเคราะห์งานและอาชีพที่มีในองค์กรในปัจจุบัน จะพบว่า มีงานหลายงานในบริษัทซึ่งเข้าเกณฑ์เหล่านี้ และบางงานอาจเข้าเกณฑ์มากกว่าหนึ่งเกณฑ์ โดยมีตัวอย่างงานที่จะได้รับผลกระทบดังตารางด้านล่าง

เครดิตภาพ : จุฑาทิพย์ บัวเขียวจากตารางด้านบนจะแสดงให้เห็นว่างานโดยส่วนมากจะถูกทดแทนด้วย “การทำงานแบบใหม่” “การมีเครื่องมือใหม่” หรือ “การตัดงานบางส่วนไปให้เทคโนโลยีหรือผู้ให้บริการทำแทน” หากลองยกตัวอย่างพนักงานบัญชี 4 คน ซึ่งเดิมต้องลงบัญชีของร้าน 4 สาขา โดยต้องทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสาร กรอกข้อมูลเข้าระบบ และนำส่งต่อให้เจ้านาย ในกรณีนี้ หากบริษัทหรือร้านค้านั้น ๆ นำระบบ AI มาใช้ในการตรวจสอบเอกสาร มีระบบ Text to Data พร้อมระบบในการลงบัญชีและรวบรวมข้อมูลให้อัตโนมัติ ก็จะส่งผลให้บริษัทนี้ต้องการจำนวนพนักงานบัญชีลดลง พนักงานที่บริษัทยังต้องการอยู่ก็จะลดบทบาทในการกรอกเอกสารลง แต่จะสามารถตรวจสอบเอกสารผ่านทางระบบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และแน่นอนว่าย่อมนำมาซึ่งต้นทุนที่ต่ำลงของบริษัท นอกจากนี้ ในบางกรณีบริษัทอาจจะลดต้นทุนให้ต่ำลงไปได้อีก ถ้าผู้ที่มาช่วยตรวจสอบการทำงานของระบบเป็นผู้ให้บริการแบบ Outsourced พนักงานที่เคยคิดว่าการ Outsourced เป็นเรื่องไกลตัวหรือทำได้ยาก บริษัทไม่น่าจะทำได้สำเร็จ หากลองมองย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนก่อน ก็จะเห็นว่าแทบไม่มีบริษัทไหนเลยที่คิดว่าจะสามารถเปลี่ยนให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้ ยิ่งในสถานการณ์ที่มีต้นทุนเป็นตัวบังคับ โอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ก็ยิ่งเกิดได้ง่ายขึ้นหรือหากลองคิดต่อว่าจากตัวอย่างในกรณีที่ผู้บริโภคเปลี่ยนการซื้อจากหน้าร้านมาเป็นออนไลน์ และไปดูผลกระทบของงานในมุมอื่น ซึ่งไม่ได้พิจารณาแค่จำนวนพนักงานขายที่ลดลงกันบ้าง เมื่อธุรกรรมการซื้อออนไลน์เกิดขึ้น การทำเอกสารทั้งหมดก็จะเกิดขึ้นผ่านระบบ ตั้งแต่การจัดเตรียมสินค้าไปจนถึงการจัดส่งสินค้า ซึ่งสามารถทำได้โดยบริษัท Fulfilment (Note 1) และขนส่ง ฝั่งลูกค้าก็สามารถติดตามสินค้าผ่านระบบ เขียนรีวิวผ่านระบบ ขณะที่เอกสารทางบัญชีทั้งหมดจากระบบก็สามารถส่งให้บริษัทบัญชีดำเนินการได้โดยง่าย ในเส้นทางการทำธุรกรรมออนไลน์นี้ จะเห็นว่ามีทั้ง “งานที่หายไป” จากบริษัท แต่ย้ายไปเกิดขึ้นในฝั่งผู้ให้บริการแทน และ “งานที่ไม่จำเป็นต้องทำแล้ว” เกิดขึ้น แต่ก็ยังมีงานที่จะต้องเกิดขึ้นดังตารางด้านบนอยู่ เช่น ผู้พัฒนาระบบ ผู้พัฒนา AI เพื่อแนะนำสินค้าให้ลูกค้า หรือแม้แต่ผู้ให้บริการ Fulfilment เป็นต้นปรับตัวเพื่อความอยู่รอดเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ดังนั้นการปรับตัว เรียนรู้ความรู้ใหม่และความรู้เพิ่มเติม เรียนรู้การใช้เทคโนโลยี เพื่อตอบรับกับตลาดแรงงานใหม่จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งการเรียนรู้ในที่นี้ก็มีได้หลายรูปแบบ เช่น จากเดิมที่พนักงานจะต้องรู้จักงานของตนเองในรายละเอียด ก็จะต้องเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี และปรับเปลี่ยนไปเรียนรู้งานของเพื่อนร่วมงานมากขึ้น รู้จักหน้างานที่กว้างขึ้น แต่มีความรู้เพียงพอที่จะเป็นคนใส่ข้อมูลให้กับระบบ หรือตรวจสอบข้อมูลจากระบบแทนเพื่อนร่วมงานซึ่งอาจจะถูกเลิกจ้าง เป็นต้นหรือจากเดิมที่พนักงานเป็นผู้ปฏิบัติงานเอง ก็อาจต้องเปลี่ยนมาเป็นผู้ติดต่อกับบริษัทผู้ให้บริการ (Outsource) ดังนั้นก็จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการทำงาน เพื่อสามารถที่จะติดตามหรือตรวจสอบงานได้ นอกจากนี้ก็จะต้องเพิ่มความสามารถในการประสานงานให้มากขึ้นด้วยความรู้ที่เคยมีเพื่อคิดวิเคราะห์ตามระบบ ตามเอกสาร ตามหลักเกณฑ์ จะไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะระบบจะสามารถทำแทนแรงงานได้ ความรู้เกี่ยวกับการใช้ข้อมูล Big Data จะมีความสำคัญและเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น ทั้งในมุมที่จะเป็นผู้บอกระบบว่าควรวิเคราะห์อะไร และเป็นผู้แปลผลเพิ่มเติมจากผลการวิเคราะห์ของระบบ ในส่วนสุดท้าย หากความสามารถของระบบในปัจจุบันทำงานได้ในระดับนี้ อยากให้เราลองคิดตามกันดูว่า “จะมีอาชีพใดบ้างที่ได้รับผลกระทบและต้องปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างไร” เช่น ในกรณีที่ระบบสามารถบอกร้านค้าได้ว่า ความต้องการสินค้า SKU หนึ่ง มีโอกาสจะเพิ่มสูงขึ้นมากที่สาขา A ในเดือนหน้า ดังนั้นควรทำออนไลน์โปรโมชันทางโซเชียลมีเดียและอีเมลกับลูกค้าในฐานข้อมูลสมาชิกเพศหญิงอายุ 25-40 ปี แต่ระบบก็คาดการณ์ได้อีกว่า มีพนักงานแคชเชียร์ในสาขา A จะลาออก ส่วนแคชเชียร์ในสาขา B จะมีจำนวนเกินที่ต้องการ ดังนั้นระบบจึงแนะนำให้บริษัทติดต่อพนักงานในสาขา B เพื่อย้ายไปปฏิบัติงานที่สาขา A ชั่วคราว หรือติดตั้งแคชเชียร์ระบบ Self-Checkout เพิ่ม และในอีกทางหนึ่งระบบก็จะบอกทางบริษัทให้ปรับแผนการสำรองสินค้า ติดต่อซัพพลายเออร์เพื่อวางแผนในการจัดส่งสินค้า SKU ดังกล่าวมาพร้อมสินค้าอื่น เพื่อประหยัดต้นทุนในการขนส่ง รวมถึงระบบยังจะบอกฝ่ายการเงินให้เตรียมบริหารเงินสดเพื่อชำระค่าสินค้าได้อย่างครบวงจร นี่เป็นแค่ตัวอย่างเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ระบบสามารถประมวลผลและคาดการณ์ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ ดังนั้นการเป็น “คนทำงาน” ในวันนี้ จึงต้องเริ่มคิดตามและวิเคราะห์กันดูว่างานที่เราทำอยู่จะเป็นอย่างไรต่อหลังจากนี้ และเราควรจะต้องเรียนรู้ความรู้ใดเพิ่มเติม เพื่อที่จะได้เตรียมตัวพร้อมรับกับตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปนับจากนี้(Note 1) Fulfillment คือบริการช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ขายสินค้าออนไลน์ในส่วนของพื้นที่เก็บของ การแพ็กสินค้า และจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้า จึงเป็นที่มาของนิยามที่ว่า “เก็บ-แพ็ก-ส่ง” เรียกได้ว่า หลังจากที่ร้านค้าได้รับค่าสินค้าจากลูกค้าเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนหลังจากนั้น ก็สามารถให้ Fulfillment ช่วยจัดการได้ทั้งหมด

ติดตามบทความต่อไป เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการเรื่องอื่นๆ

  • บริหารจัดการองค์กรให้ผ่านวิกฤตแบบยั่งยืน Read More
  • รู้กว้าง - รู้ใหม่ - คิดเร็วทำเร็ว DNA มนุษย์งานยุคดิจิทัล Read More
  • 4 โฟกัสที่องค์กรไม่ทำไม่ได้ เมื่อ New Normal กลายเป็นแค่อดีต Read More
หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อ Pragma and Will Group ได้ผ่านช่องทางด้านล่างนี้
Subscribe for Monthly Insights

Ready to Transform?

Whether you need to redesign your organization, develop leaders, or deploy AI solutions — let's start a conversation.

By submitting you agree to our Privacy Policy
Thank you! Your submission has been received!
Oops! Something went wrong while submitting the form.