สำรวจ Future of Work ปี 2025 เมื่อ AI มาแรง – ต้องแย่งชิง Talent – ความยืดหยุ่นในการทำงานเพิ่มขึ้น

Future of Work 2025 มีหลายเรื่องที่เข้ามาส่งผลต่อการทำงาน พาจับตาดู 8 แนวโน้มสำคัญที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2025 และ 5 Future Skill ที่ต้องเตรียมพร้อม

Pragma & Will Group
15 Jan 2026

ภูมิทัศน์ของการทำงานกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งขับเคลื่อนโดยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และพลวัตทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องรับรู้ถึง Future of Work หรือ อนาคตของการทำงาน เพื่อเตรียมความพร้อม และทำความเข้าใจแนวโน้มต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

เราขอนำเสนอแนวโน้ม Future of Work ในปี 2025 จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และจากการวิเคราะห์ ดังนี้

  1. หมั่นพัฒนาทักษะและเรียนรู้เรื่องใหม่ - กุญแจสำคัญสู่การเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต

เนื่องจาก AI หรือปัญญาประดิษฐ์ เข้ามามีบทบาทอย่างมากในด้านการทำงานในปัจจุบัน ทำให้เรื่องการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่องยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น

บางบทบาทอาจถูกแทนที่ บางบทบาทได้รับประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสใหม่ ๆ กำลังจะเกิดขึ้นเช่นกัน

ดังนั้น องค์กรที่สามารถสร้างภาพลักษณ์เรื่อง การให้โอกาสในการเรียนรู้ จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการดึงดูดพนักงานที่มีศักยภาพในฐานะตัวบุคคล การสร้าง Lifelong learning mindset จะเป็นสิ่งสำคัญในการสร้าง Resilience ในอาชีพ และเปิดโอกาสให้ตนเองอย่างต่อเนื่อง

  1. ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ – สร้าง Work productivity และสมดุลชีวิต

93% ของพนักงานที่อยู่ในโครงการทดลองทำงาน 4 วันต่อสัปด์ ต้องการให้เปลี่ยนเป็นรูปแบบนี้ถาวร

และที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนรูปแบบมาทำงานแบบ 4 วันต่อสัปดาห์ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการเดินทางถึง 50%การออกนโยบายให้ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ หรือการท้าทายรูปแบบการทำงานแบบเดิม ๆ ที่ทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นโครงการที่องค์กรชั้นนำหลาย ๆ ที่ได้ลองนำมาใช้แล้วเห็นผลในทางเดียวกันว่า สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และทำให้ความเครียดของพนักงานลดลงการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ ชี้ให้เห็นว่า ชั่วโมงการทำงานที่เข้มข้น แต่ได้เวลาพักผ่อนที่ยาวนานขึ้น สามารถรักษา Work productivity และสร้างประสบการณ์ที่ดีของพนักงานได้

  1. Gig Economy 2.0 – สร้างเส้นทางอาชีพ และโอกาสใหม่ในการทำงาน

Gig economy หรือ การจ้างงานแบบครั้งคราว ตามสัญญาที่ตกลงไว้ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากสร้างประโยชน์ทั้งฝั่งนายจ้าง และลูกจ้างGig economy จะยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในปีหน้า และ สามารถดึงดูดเหล่า Talent ได้จากการเปิดโอกาสให้พนักงานมีอำนาจในการตัดสินใจในเนื้องานเอง ความยืดหยุ่น และความอิสระในการทำงาน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้นเรื่อย ๆ

จากสถิติของ Rallyware พบว่า Gig economy จะยังมีแนวโน้มเติบโตเรื่อย ๆ ถึง 50% ของเศรษฐกิจ ในปี 2027

ในด้านองค์กร หากต้องการดึงดูดคนเหล่านี้ ต้องปรับตัว และมุ่งสร้างโอกาสหรือโปรเจคที่รองรับการทำงานในรูปแบบนี้ได้ และที่สำคัญ ต้องรักษา Talent เหล่านี้ ในภูมิทัศน์การทำงานที่ไร้พรมแดนในปัจจุบัน

  1. ความร่วมมือระหว่าง Human & Machine – ยกระดับประสิทธิภาพการทำงานขึ้น

บทบาทของ AI ในโลกธุรกิจมีอิทธิพลขึ้นมาก ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือแทนที่งานบางอย่าง อีกทั้งปลดล็อคโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจ ที่สร้างนวัตกรรมและขับเคลื่อนอนาคตAI สามารถเพิ่ม Human Capability และเป็นคู่หูในการระดมความคิดสร้างสรรค์ได้ ทำให้ควรเรียนรู้และพัฒนาทักษะในการนำ AI มาใช้งาน เพื่อยกระดับผลงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เช่น เรียนรู้การป้อนคำสั่ง หรือเครื่องมือ AI ที่เหมาะกับงานแต่ละแบบ เป็นต้น

การทำงานในปัจจุบัน AI สามารถช่วยปลดล็อกโอกาสใหม่ได้ และช่วยทำงานที่ซ้ำซ้อน มีรูปแบบชัดเจน เพื่อแบ่งให้คนมีเวลาในการคิดเชิงกลยุทธ์มากขึ้น
  1. ผู้นำแบบ Human-Centric – จากแจกแจงงานเพียงอย่างเดียว สู่การพัฒนา Talent และ Team

ผู้นำที่จะเป็นที่ต้องการ คือ ผู้นำที่สามารถสร้าง Connection รู้แนวทางการให้คำปรึกษาทางอาชีพ และสร้างทีมที่เหนียวแน่นกลมกล่อม ขับเคลื่อนผลงานในองค์กรได้เนื่องจากสามารถผลักดันผลลัพธ์การทำงานได้ และสร้างสมดุลในองค์กร อีกทั้งสามารถดึง Capability ของแต่ละคนออกมาได้ จากการมีการพูดคุยแบบ One-on-one และมีวิธีการคุยจากข้อมูล Capability อย่างมีหลักการ ให้พนักงานสามารถพัฒนาตัวเองได้บทบาทของผู้นำแบบ Human-Centric จำเป็นต้องมีคุณสมบัติเรื่อง ความเห็นอกเห็นใจ การอำนวยความสะดวกในการทำงาน และมุ่งเน้นพัฒนาพนักงาน

ผู้นำที่สามารถปรับตัวได้เช่นนี้ จะเพิ่มความสำคัญขึ้น เพราะมีเรื่อง Emotional Connection ที่ AI หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ยังไม่สามารถทดแทนได้สมบูรณ์
  1. สร้างความ Immersive - ในการทำงานออนไลน์

ในปี 2568 "นอกสำนักงาน" จะถูกกำหนดใหม่ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์แบบ Immersive สภาพแวดล้อมเหล่านี้ ซึ่งรวมเอา VR และ AR ช่วยให้การทำงานร่วมกันราบรื่นโดยไม่คำนึงถึงตำแหน่งทางกายภาพ พวกเขาเปลี่ยนแปลงทุกแง่มุมของชีวิตการทำงาน ตั้งแต่การประชุมแบบไดนามิกไปจนถึงการฝึกอบรมแบบ Immersive และการสร้างทีมในขณะที่วิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ของ "เมตาเวิร์ส" อาจจางหายไป แต่แนวคิดหลักของมันกำลังค้นหาการใช้งานจริงในแพลตฟอร์มที่มุ่งเน้นการทำงาน แนวโน้มนี้ถูกกำหนดให้กำหนดการทำงานระยะไกลใหม่ ผสมผสานประโยชน์ของการโต้ตอบแบบตัวต่อตัวกับความยืดหยุ่นแบบดิจิทัลการผสมผสานเทคโนโลยี VR และ AR ช่วยให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น โดยไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่ ตั้งแต่การประชุม ไปจนถึงการฝึกอบรมพนักงาน การทำกิจกรรมสร้างเสริมความเป็นทีม เป็นต้น

ทำให้เรื่อง Work-Focused Platform ยังคงอยู่ เพื่อสนับสนุนการทำงานระยะไกล และผสมผสานประโยชน์ของการโต้ตอบแบบตัวต่อตัวทางดิจิทัล

  1. บทบาทที่เพิ่มขึ้นของ AI – ในงานด้านทรัพยากรบุคคลหรือ Human Resource

การบูรณาการ AI กับเรื่อง HR กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ หรือบางอย่างอาจเพิ่มคุณภาพได้ในเรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่อง Recruitment, Performance Management, Employee Engagement, Talent Development เป็นต้นอีกทั้ง ในระหว่างที่ AI จัดการงานที่อาศัยความซ้ำซ้อน มีรูปแบบที่ชัดเจน คน HR ก็สามารถใช้เวลาในเรื่องเชิงกลยุทธ์มากขึ้น ทำให้มุ่งเน้นการขับเคลื่อนทิศทางหลักขององค์กร และเตรียมความพร้อมของทรัพยากรปัจจุบันและอนาคตแผนกทรัพยากรบุคคลที่ประสบความสำเร็จจะใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ใช่แทนที่ เพราะยังต้องอาศัยความเป็นมนุษย์ในการตัดสินใจ และสร้างปฏิสัมพันธ์อยู่

  1. การให้ความยืดหยุ่นในการทำงาน - จะกลายเป็น New Normal

แทบทุกองค์กรหันมาโปรโมทเรื่อง การทำงานที่ยืดหยุ่น ไม่จำเป็นต้องเข้าสำนักงานทุกวัน (ในเนื้องานที่สามารถทำงานแบบ Hybrid ได้) ทำให้หากองค์กรใดไม่ยอมปรับ จะเสียโอกาสในการได้ Talent ดี ๆ ไปการทำงานในรูปแบบ Hybrid กลายเป็น ‘Default’ ใน Skilled Role ทำให้พนักงานสามารถจัดสรรเวลาในการทำงาน และใช้ชีวิตได้อย่างอิสระมากขึ้น ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามช่วงเวลาที่ตนเองสามารถดึงศักยภาพสูงสุดออกมาได้

ในด้านขององค์กรที่นำรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid มาใช้ โจทย์ถัดไป คือ จะสร้าง Engagement หรือสร้างความมีส่วนร่วมของพนักงานกับองค์กรและเพื่อนร่วมงานได้อย่างไร เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กรและพนักงานไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจับตามองต่อไป

แนวโน้มทั้ง 8 ข้อด้านบน เป็นเพียงการคาดการณ์จากสถานการณ์ทางธุรกิจ และเทรนด์ในปัจจุบัน สำหรับการเตรียมพร้อมเข้าสู่ปี 2025 นอกจากนี้ จึงขอต่อยอดเกี่ยวกับ Skill หรือ ทักษะ ที่สำคัญในปี 2025

มี Future Skill ทั้งหมด 5 ทักษะ ที่ควรจับตามอง และพัฒนาให้พร้อมสู่ปี 2025 ที่กำลังจะถึงนี้

  1. ความรู้ด้านดิจิตอลและความเชี่ยวชาญด้านข้อมูล

เนื่องจากอุตสาหกรรมทุกแห่งกำลังมีการเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอล พนักงานที่สามารถทำงานในแพลตฟอร์มดิจิตอลและมีความสามารถในการทำงานกับข้อมูลจะเป็นที่ต้องการขององค์กร

เพราะ Digital Literacy จะไม่ใช่โบนัสอีกต่อไป แต่จะเป็นเรื่องจำเป็นที่ทุกคนต้องรู้

อีกทั้งองค์กรต้องการพนักงานที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตัดสินใจอย่างมีหลักเกณฑ์อ้างอิง ไม่ว่าจะเป็นด้านการตลาด การเงิน หรือการดำเนินงาน

  1. มีความคิดสร้างสรรค์และคิดเชิงนวัตกรรม

ในปัจจุบัน AI เข้ามามีบทบาทอย่างมากในโลกธุรกิจ ทำให้เรื่อง ความคิดสร้างสรรค์ และคิดเชิงนวัตกรรมในการริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ จะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจาก AI ได้องค์กรจะมองหาคนที่สามารถริเริ่มไอเดียใหม่ ๆ และใช้ต่อยอดเชิงธุรกิจได้ เช่น ในด้านการตลาด การออกแบบ หรือเรื่องเชิงกลยุทธ์ เป็นต้นดังนั้น ในมุมมองขององค์กร ต้องหมั่นส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างความแตกต่าง และสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น

  1. มีความฉลาดทางอารมณ์ หรือ Emotional Intelligence (EI)

เมื่อรูปแบบการทำงานเป็นรูปแบบ Hybrid และกระจายตัวมากขึ้น Emotional Intelligence จะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำงานร่วมกันและการเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพองค์กรจำเป็นต้องอาศัยผู้นำ หรือพนักงานที่มี Emotional Intelligence สูง ในการรับมือกับความขัดแย้ง และส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานเชิงบวก ถึงแม้จะทำงานระยะไกลก็ตาม

  1. การเปิดใจเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ และพร้อมปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

Capability ของคนในปัจจุบันสามารถล้าสมัยได้อย่างรวดเร็วจากการมีบทบาทของ Technology ทำให้การมี Lifelong Learning Mindset จำเป็นอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเรื่อย ๆ และยังคงความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้ในด้านองค์กร จำเป็นต้องหาวิธีการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และพัฒนาพนักงานให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกธุรกิจ

  1. ล้มแล้วลุกไว และเรียนรู้จากประสบการณ์

แรงกดดันของการทำงานสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกหลังการระบาด แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความยืดหยุ่นและสุขภาพจิตองค์กรจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของพนักงานมากขึ้น เพื่อรักษาพนักงานไว้ และสร้างขอบที่สมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวของพนักงานและชีวิตการทำงาน เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะหมดไฟ

Final Thought เกี่ยวกับเรื่อง Future of Work ในปีหน้า

การเปลี่ยนผ่านจากปี 2024 สู่ 2025 ในเรื่องการทำงาน มีเทรนด์ใหม่ที่ต้องศึกษามากมาย ทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเรียนรู้ขององค์กร การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ องค์กรที่ตระหนักถึงการปรับตัว จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และเตรียมพร้อมได้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง รวมถึงในเชิงบุคคล ควรพัฒนาทักษะที่สำคัญ เพื่อเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานในอนาคต#PWG #PragmaandWillGroup #Futureofwork2025 #Futureofwork #AIinHR #4daysworkweek #Reskill #Upskill #Workflexibility #Gigeconomy #HumanMachine #HumanCentricLeader #WorkproductivityReference:Forbes. (2024). 8 Workplace trends that will define 2025. ForbesRallyware. (2024). Gig economy growth predictions. RallywareWifitalents. (2024). Eye-Opening 4 Day Work Week Statistics: Boosting Productivity and Well-Being. Wifitalents

ติดตามบทความที่เกี่ยวข้อง
  • 4 days work week หรือทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ pilot program ที่หลายองค์กรกำลังจับตามอง Read More
  • AI in HR - Explore โอกาสและแนวทางการนำ AI มาใช้ในงาน HR Read More
  • People Transformation คืออะไร? พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง สนับสนุนองค์กรสู่โลกยุคใหม่ Read More
หากต้องการติดต่อสามารถติดต่อ Pragma and Will Group ได้ที่ Contact
Subscribe for Monthly Insights

Ready to Transform?

Whether you need to redesign your organization, develop leaders, or deploy AI solutions — let's start a conversation.

By submitting you agree to our Privacy Policy
Thank you! Your submission has been received!
Oops! Something went wrong while submitting the form.